บทที่ 3 ดูตัว

สองชั่วโมงต่อมา…

ณ ล็อบบี้เลานจ์ของโรงแรมระดับห้าดาวสุดหรู

แอร์เย็นฉ่ำและเสียงเปียโนคลาสสิกที่บรรเลงคลอเบาๆ ไม่ได้ช่วยให้เธียรรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยผู้คนที่สวมสูทและชุดแบรนด์เนมดูภูมิฐาน ผิดกับพวกเธอสองแม่ลูกลิบลับ

หญิงสาวในชุดเดรสสีชมพูพาสเทลติดกระดุมมิดชิดถึงคอ ซึ่งเจ๊แววเป็นคนยัดเยียดให้ใส่ นั่งหลังตรงแด่วอยู่บนโซฟาบุกำมะหยี่ ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปปั้นหินอ่อน มีเพียงมือบางที่ กำลังคนหลอดในแก้วชานมไข่มุกที่เพิ่งแวะซื้อหน้าปากซอยอย่างเลื่อนลอย

“แกอย่าทำหน้าเป็นปลาตายแบบนั้นสิเธียร ยิ้มหน่อยๆ ยิ้มหวานๆ แบบที่แม่สอนน่ะ!” 

เจ๊แววที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบเสียงลอดไรฟัน พลางหยิบกระจกบานเล็กขึ้นมาเช็กความเรียบร้อยของแป้งบนหน้าเป็นรอบที่สิบ 

“นี่มันเลยเวลานัดมาสิบห้านาทีแล้วนะ ทำไมท่านประธานยังไม่มาอีก หรือว่ารถติด?”

“ก็บอกแล้วไงคะว่าเขาอาจจะแค่นัดหลอกเล่น มิจฉาชีพชัวร์ค่ะแม่ กลับกันเถอะ เธียรลางานมาเพื่อมานั่งรอคนแปลกหน้านี่มันไม่คุ้มเลย” เธียรพูดหน้าตาย เตรียมจะหยิบกระเป๋าสานใบเก่งขึ้นสะพาย

“เดี๋ยวสิ! นั่งลงเลยนะยัยเธียร! เลขาฯ เขาบอกว่าท่านประธานกำลังเดินทางมา... เอ๊ะ! นั่นไง! ผู้ชายคนนั้นเดินตรงมาทางโต๊ะเราแล้ว! ท่าทางภูมิฐาน... เอ๊ะ... เดี๋ยวนะ…”

เสียงเจ๊แววขาดหายไปในลำคอ ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นค่อยๆ หรี่ลงด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นช็อกตาตั้ง

เธียรละสายตาจากแก้วชานมไข่มุก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของแม่ ผู้ชายที่กำลังเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะของพวกเธอ... ไม่ใช่ผู้บริหารหนุ่มมาดเนี้ยบในชุดสูทสั่งตัด หรือสวมนาฬิกาเรือนละล้านตามที่แม่วาดฝันไว้ แต่กลับเป็น…

ผู้ชายร่างสูงใหญ่ราว 188 ซม. ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก สวมเสื้อยืดคอย้วยสีมอๆ ที่มีรอยขาดตรงชายเสื้อ กางเกงยีนส์สีซีดขาดเข่า และที่เลวร้ายที่สุดคือเขาสวมรองเท้าแตะหูคีบตราช้างดาวที่ดูผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน เดินเหยียบพรมเปอร์เซียราคาแพงของโรงแรมเข้ามาหน้าตาเฉย!

ชายหนุ่มเดินลากเท้าเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าพวกเธอ เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอิดโรยเกินจริง เขาฉีกยิ้มกว้างที่ดูยียวนกวนประสาท ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้นั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ

“สวัสดีครับ... คุณแวววลี กับ คุณถิรยา ใช่ไหมครับ?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน “ขอโทษที่มาสายนะครับ พอดีมอเตอร์ไซค์ผมโซ่ขาดน่ะครับ... อ้อ ผม ‘ตุลย์’ นะครับ คนที่นัดดูตัววันนี้”

เจ๊แววอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ ส่วนเธียร... เธอเพียงแค่กะพริบตาปริบๆ มองสภาพ ‘ท่านประธาน’ ตรงหน้าด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทกว่าเดิม แม้ในใจจะกำลังตั้งคำถามตัวโตๆ ก็ตาม

นี่สินะ... สภาพของคนที่แม่บอกว่ารวยล้นฟ้าน่ะ?

ความเงียบโรยตัวลงกลางเลานจ์หรูของโรงแรมห้าดาวอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ภูเขาไฟขนาดย่อมจะปะทุขึ้น

“นี่มันหลอกลวง! ต้มตุ๋น! มิจฉาชีพชัดๆ!”

เจ๊แววผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชี้หน้าชายหนุ่มในชุดมอซอด้วยมือที่สั่นเทิ้ม นิ้วชี้แทบจะทิ่มเข้าไปในตาของตุลย์อยู่รอมร่อ 

“แกเป็นใครฮะ! ไอ้หนุ่มสลัมที่ไหนกล้ามาแอบอ้างชื่อท่านประธานตุลธร! เลขาเขาโทรมาบอกฉันเองว่าประธานบริษัทร้อยล้านจะมาดูตัวลูกสาวฉัน แล้วแก... แกดูสภาพตัวเองสิ! เสื้อขาดยันรักแร้ รองเท้าแตะหูคีบ นี่มันแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงต้มตุ๋นชัดๆ!”

ตุลย์ที่เตรียมใจมารับแรงกระแทกอยู่แล้วแกล้งทำหน้าเศร้าสร้อย แต่แววตากลับซ่อนความยียวนกวนประสาทเอาไว้มิดชิด 

“ผมตุลย์ตัวจริงเสียงจริงครับคุณแม่... เอ่อ คุณน้า แต่ว่าเรื่องประธานบริษัทร้อยล้านนั่นมันอดีตไปแล้วครับ ตอนนี้ผมล้มละลาย ธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า หนี้สินล้นพ้นตัว คอนโดก็เพิ่งถูกธนาคารยึดเมื่อเช้า ผมเลยเหลือแค่ตัวกับหัวใจรักจริง... ที่หวังว่าจะมาฝากไว้กับคุณถิรยาไงครับ”

ชายหนุ่มพูดพลางส่งสายตาปริบๆ ไปทางเธียร หวังจะเห็นหญิงสาวลุกขึ้นกรีดร้องหรือสาดน้ำใส่หน้าเขาเพื่อจบละครฉากนี้

แต่ผิดคาด... เธียรเพียงแค่นั่งนิ่ง นิ่งจนตุลย์เริ่มสงสัยว่าเธอหายใจอยู่หรือเปล่า มีเพียงหลอดชานมไข่มุกในปากเท่านั้นที่ขยับเบาๆ ตามจังหวะการเคี้ยวไข่มุก

ลึกๆ ในใจของเธียร หญิงสาวกำลังกู่ร้องด้วยความ ‘สะใจ’ อย่างที่สุด!

เธอรู้อยู่แล้วว่าพวกเว็บหาคู่มันพึ่งพาไม่ได้ และนี่คือผลลัพธ์ของการที่แม่ชอบเอาประวัติเธอไปเร่ขายฝัน หญิงสาวมองสลับระหว่างชายหนุ่มถังแตกที่พยายามบีบน้ำตาตอแหล กับแม่ของเธอที่หน้าดำหน้าแดงเหมือนคนความดันจะขึ้น

“กลับ! กลับเดี๋ยวนี้เลยยายเธียร! เสียเวลาทำมาหากินฉิบหาย นึกว่าจะได้ลูกเขยเศรษฐี ดันได้ยาจกมาแทน!” เจ๊แววคว้าข้อมือลูกสาวหมายจะกระชากให้ลุกขึ้น “หน้าด้านจริงๆ ล้มละลายแล้วยังมีหน้ามานัดดูตัวลูกสาวชาวบ้านเขาอีก ถุย!”

“เดี๋ยวค่ะแม่”

เสียงราบเรียบแต่เด็ดขาดของเธียรดังขึ้น หญิงสาวขืนตัวไว้ไม่ยอมลุกตามแรงดึงของมารดา เธอวางแก้วชานมไข่มุกลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะช้อนสายตากลมโตที่ไร้ระลอกคลื่นขึ้นมองหน้าตุลย์ แล้วหันไปพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังสั่งข้าวราดแกง

“เธียรจะแต่งงานกับเขาค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป